ต้นกำเนิดของ รองเท้า ในสมัยก่อน

รองเท้า ในปัจจุบันมีมากมายหลายแบบ ทั้งในเรื่องของดีไซน์ สี และความเหมาะสมในการใช้งาน ย้อนไปถึง รองเท้า ในยุคแรกๆของโลกมีการเริ่มใช้กันตั้งแต่ 5,000 ปีก่อน ในสมัยไอยคุปต์ โดยในยุคนั้นรูปร่างหน้าตาของ รองเท้า เป็นเพียงรองเท้า แตะแบบคีบเท่านั้น โดยส่วนใหญ่แล้วรูปแบบของ รองเท้า จะไม่ค่อยสวยงามเท่าไรนักเพราะเน้นไปในเรื่องของการใช้งานมากกว่า

มาถึงในสมัยต่อมาที่ รองเท้า มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบคือในยุคที่เรืองอำนาจของยุคโรมัน ในยุคนี้จะนิยมใช้ รองเท้า เป็นเครื่องวัดฐานะ ความร่ำรวยและความมีอำนาจ ทำให้รองเท้าในยุคนี้มีทั้งความสวยงาม อลังการจากการประดับประดาด้วยเพชรพลอย ทองคำ ไหมทอง งาช้างและขนสัตว์ล้ำค่า โดยยกให้ รองเท้า บูทสีม่วงเป็นสีของพระมหากษัตริย์

ต่อมาในสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของ รองเท้า อีกครั้งคือในสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 แห่งอังกฤษ ซึ่งก็ถือว่าหลายพันปีทีเดียวกับความนิยมใน รองเท้า อลังการ โดยสาเหตุสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของ รองเท้า สืบเนื่องมาจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ทรงเป็นโรคเกาต์ ทำให้ปวดกระดูกมากเวลาสวมใส่ รองเท้า แหลม ๆ แคบ ๆ จึงทรงสั่งให้ออกแบบ รองเท้า รูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกับพระองค์และลดอาการเจ็บปวด นั่นคือ รองเท้าอุ้งตีนหมี ที่มีลักษณะแบนและบานออก และด้วยความอยากเอาใจพระองค์ส่งผลให้ข้าราชบริพารในวังเปลี่ยนสไตล์ รองเท้า มาสวมใส่รองเท้าแบบอุ้งตีนหมีกันหมด และที่สำคัญความนิยมนี้แพร่หลายมาสู่สามัญชนทั่วไป ทำให้รองเท้าสไตล์นี้ได้รับความนิยมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงรองเท้าของผู้ชาย ส่วน รองเท้า ของผู้หญิงนิยมความสูงแบบชอฟีนส์ที่มีความสูงมาก บางคู่อาจสูงถึง 2 ฟุตเลยทีเดียว ซึ่งที่มาที่ไปของ รองเท้า สูงมากขนาดนี้มีต้นกำเนิดจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งมีพระวรกายเตี้ยมากเมื่อเทียบกับฝรั่งตัวโตแล้ว พระองค์สูงราวคนแคระ ทำให้พระองค์ทรงสั่งให้ตัดรองเท้าที่มีความสูงนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ

ทั้งหมดนี้คือต้นกำเนิดและประวัติความเป็นมาของ รองเท้า ซึ่งในส่วนของรองเท้าแฟชั่นแบรนด์ดังต่าง ๆ ที่เรานิยมสวมใส่กันอยู่ในปัจจุบันมีต้นกำเนิดเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้ บ้างเป็นชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือไม่ก็อิตาลีเป็นผู้ออกแบบ โดยเน้นการออกแบบ รองเท้า ให้เหมาะสมกับรูปแบบในการใช้งานมากขึ้น มีความทันสมัยมากขึ้นและมีรูปแบบที่หลากหลาย ทำให้เราได้สวมใส่ รองเท้า ที่มีดีไซน์ทันสมัย มีตัวเลือกหลากหลายในสไตล์ที่เป็นตัวเรามากที่สุด

  โดยส่วนใหญ่รูปแบบของ รองเท้า ก็จะแตกต่างกันไปตามสภาพอากาศและขนบธรรมเนียม เช่น รองเท้า ของชาวจีนก็จะทำจากผ้า รองเท้าของชาวฮอลแลนด์จะทำจากไม้ เรียกว่า ซาบ็อตส์ หรือ คล็อค รองเท้าของชาวอเมริกันอินเดียนทางเหนือจะทำมาจากหนังสัตว์

            ต่อมาชาวอเมริกันอินเดียนทางใต้ได้ค้นพบการนำน้ำยางพาราดิบมาห่อหุ้มเท้า โดยการนำเท้าไปจุ่มลงในน้ำยางพาราดิบ ซึ่งเหมือนกับเป็น รองเท้า ต้นแบบเลยทีเดียว

           ในปี ค.ศ. 1830 ชาวอเมริกันชื่อ ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ ได้ทำการวิจัยเรื่องยางอยู่ ในขณะที่เขากำลังทำวิจัย เขาได้ค้นพบกระบวนการอบยางขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อเขาหยดส่วนผสมของยางกับกำมะถันในเตาที่มีความร้อน จึงทำให้ส่วนผสมที่ไม่ได้ตั้งใจนั้นแข็งตัวและยืดหยุ่นได้ และด้วยเหตุบังเอิญนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของเขาให้เขาคิดและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางออกมาอย่างมากมาย นอกจากยางรถยนต์แล้วในผลิตภัณฑ์นั้นก็คือ รองเท้าผ้าใบ สำหรับกีฬาซึ่งนับเป็น รองเท้า กีฬาคู่แรกของโลก และได้พัฒนาจากการตัดเย็บด้วยมือมาเป็นเครื่องจักรในต้นศตวรรษที่ 19 จนกลายมาเป็นอุตสาหกรรม รองเท้า ในที่สุด

รองเท้าผ้าใบ Sneakers

รองเท้า Sneakers หรือที่คนไทยส่วนใหญ่เรียกกันว่า รองเท้าผ้าใบ มีต้นกำเนิดมาจากทวีปยุโรป หรือในประเทศอังกฤษ โดยเริ่มแรกได้มีการผลิตขึ้นที่โรงงาน Liverpool Rubber Company เพื่อใช้เป็น รองเท้าผ้าใบ สำหรับเดินชายหาดแทน รองเท้า ที่ทำมาจากหนังสัตว์ตั้งแต่ราวๆปี ค.ศ. 1830 เพราะสามารถกันน้ำและคงทนกว่า โดยคนอังกฤษเรียก รองเท้าผ้าใบ แบบนี้ว่า Plimsolls เป็นรองเท้ามี่ผลิตโดยการใช้ผ้าใบ (Canvas) แล้วทากาวติดกับพื้นยางที่หนาประมาณ 1 เซนติเมตร ซึ่งคำว่า Plimsolls นั้นมาจากศัพท์คำว่า ‘Plimsoll Line’ ซึ่งหมายถึงเส้นระดับน้ำบนเรือเดินสมุทรที่เอาไว้ใช้บ่งบอกว่าน้ำขึ้นสูงเกินไปแล้วหรือยัง ซึ่งคล้ายกับ รองเท้าผ้าใบ ประเภทนี้ที่หากเราใส่ไปลุยน้ำที่สูงเกินไปก็จะทำให้น้ำเปียกถึงตัว รองเท้าผ้าใบ และทำให้เท้าเราเปียกได้นั่นเอง ความคล้ายคลึงกันแบบนี้จึงทำให้คนอังกฤษมอบชื่อเล่นให้ รองเท้าผ้าใบ ว่า Plimsolls ไปโดยปริยาย

อะไรก็ตามที่มีอยู่หรือถือกำเนิดเกิดขึ้นในอังกฤษก็มักจะมีอิทธิพลไปถึงสหรัฐอเมริกา (เป็นประเทศที่มีตู้Slotมากเป็นอันดับที่สองของโลก) ในเวลาต่อมา รองเท้าผ้าใบ Plimsolls เองก็เช่นเดียวกัน โดยในราวปี 1890 นั้นบริษัท U.S. Rubber Company ได้ผลิต รองเท้าผ้าใบ พื้นยางแบบ Plimsolls ออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในอเมริกา และได้รับการตอบรับที่ดีมาก แต่แทนที่คนอเมริกันจะเรียกว่า Plimsolls เหมือนคนอังกฤษ พวกเขากลับตั้งชื่อเล่นใหม่ให้ รองเท้าผ้าใบ ประเภทนี้ว่า ‘Sneakers’ ที่แปลความหมายตรงตัวได้ว่า ‘นักย่องเบา’ นั่นก็เพราะพื้นยางของ รองเท้าผ้าใบ ทำให้การเดินได้แบบไม่มีเสียง หรือคล้ายๆกับย่องเบา เมื่อเทียบกับรองเท้าชนิดอื่นๆที่นิยมใส่กันในสมัยนั้น ‘รองเท้านักย่องเบา’ หรือ Sneakers จึงถูกเรียกเป็นครั้งแรกนับแต่นั้นเป็นต้นมา รองเท้า Sneakers หรือ รองเท้าผ้าใบ  ยี่ห้อแรกๆของโลกเช่น Keds และ Converse ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงราวปี 1890-1900 เช่นเดียวกันนั่นเอง แม้ sneakers จะเป็นชื่อเรียกที่เกิดมาทีหลัง แต่กลับได้รับความนิยมเรียกมากกว่า ‘Plimsolls’ ในปัจจุบัน ด้วยสาเหตุหลักก็คือคนอเมริกันเป็นกลุ่มคนที่คลั่งไคล้ รองเท้าผ้าใบ ประเภทนี้มากกว่าคนอังกฤษนั่นเอง แบรนด์ รองเท้าผ้าใบ ระดับโลกในปัจจุบันอย่าง Converse, Nike, New Balance, Vans ต่างก็เป็นแบรนด์สัญชาติอเมริกัน แม้แต่แบรนด์เยอรมันอย่าง รองเท้าผ้าใบadidas ก็รู้ดีว่ามีตลาดหลักอยู่ที่อเมริกาเช่นกัน จึงไม่แปลกที่คำว่า Sneakers จะกลายเป็นชื่อเรียกที่แพร่หลายไปทั่วโลกอย่างในปัจจุบัน ในประเทศไทยเราเหมารวมเรียก Plimsolls หรือ Sneakers ว่า รองเท้าผ้าใบ เพราะในช่วงเริ่มต้นนั้น รองเท้า ประเภทนี้มีตัว รองเท้า ที่ทำจากผ้าใบแทบทั้งสิ้น แต่ในเวลาต่อมา รองเท้าผ้าใบ ได้มีการพัฒนาไปมากรวมถึงมีการใช้วัสดุที่หลากหลายยิ่งขึ้นทั้งหนังแท้, หนังเทียม, หนังกลับ และวัสดุสังเคราะห์อื่น ๆอีกมากมาย แต่คำศัพท์ภาษาไทยก็ไม่ได้มีชื่อเรียกอื่นที่เปลี่ยนตามวัสดุที่พัฒนาขึ้นเหล่านี้ หลายครั้งเราจึงเลือกที่จะเรียกทับศัพท์ไปว่า สนี้กเกอร์ส หรือ รองเท้าผ้าใบ นั้นเอง

ต้นกำเนิดแบรนด์ รองเท้าผ้าใบ ยอดฮิต

Keds 1916: U.S.A.

ถือเป็นบริษัทแรกๆของอเมริกาเลยก็ว่าได้กับบริษัท U.S. Rubber Company ที่ได้ผลิต รองเท้าผ้าใบ Plimsolls ที่ทําจากคอตตอนแคนวาส และ พื้นรองเท้าจากหนัง แล้วจึงเปลี่ยนชื่อบริษัทมาเป็น Keds ในปี 1917 ก็คิดค้น รองเท้าผ้าใบ ที่ผลิตด้วยผ้าแคนวาส และ พื้นยางสําเร็จ จนเกิดคําว่า “Sneaker” ในสื่อโฆษณาเป็น ครั้งแรก

ช่วงปี 1970 แบรนด์ เพิ่มไลน์ รองเท้าผ้าใบ เน้นฟังก์ชันกีฬาชื่อ PRO-Keds แม้ความนิยม จะลดลงเรื่อย ๆ แต่ก็กลับมาทวงบัลลังก์ครองใจสาว ๆ ได้อีกครั้ง เมื่อปล่อย รองเท้าผ้าใบ รุ่นคลาสสิกที่ชื่อ “Champion”

Converse 1917: U.S.A.

ชาวอเมริกันชื่อ Marquis Mills Converse เป็นผู้ผลิต รองเท้าผ้าใบ ธรรมดาๆมาวางขาย จนกระทั่งได้ร่วมมือกับ Chuck Taylor นักบาสเกตบอลชื่อดัง ออกรองเท้าบาส รุ่น Converse All Star เมื่อปี 1917 ผลตอบรับของ รองเท้าผ้าใบ รุ่นนี้ออกมาดี และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในขณะนั้น รองเท้าผ้าใบ รุ่นนี้มีขาย แค่เพียงสีขาว และ สีดํา จนถูกเรียกร้องจากที่มบาสเกตบอล ให้มี รองเท้าผ้าใบ สีอื่น ๆ

Adidas 1949: GERMANY

Adolf Dassler หรือที่รู้จักกันในชื่อ Adi Dassler เริ่มต้นทำ รองเท้าผ้าใบ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยทักษะที่ได้รับมาจากพ่อของเขา ซึ่งเป็นคนงานในโรงงานรองเท้า จนปี 1924 เขา และ น้องชาย Rudolf ร่วมกันก่อตั้งบริษัทผลิต รองเท้าผ้าใบ Gebrüder Dassler Schuhfabrik (แปลว่าโรงงานรองเท้า ของพี่น้อง ดาสส์เลอร์)

ในปี 1936 Gebrüder Dassler Schuhfabrik ได้เป็นสปอนเซอร์ให้นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิก ชาวอเมริกันชื่อ Jesse Owens รองเท้า ของเขาจึงเริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดเหตุการณ์ ที่ทําให้ พี่ น้อง ดาสส์เลอร์ เกิดความบาดหมาง และ แยกทางกันไปในที่สุด Rudolf เปิดบริษัท รองเท้า ของตัวเองชื่อ Puma ในปี 1948

ส่วน อดิ เปิดบริษัท รองเท้าผ้าใบAdidas ออกรองเท้าฟุตบอลรุ่นแรกเมื่อปี 1949 และเริ่มใช้แถบ 3 ขีดเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ รองเท้าผ้าใบAdidas จึงมีโลโก้ในแบบปัจจุบัน รองเท้าผ้าใบAdidas ในปี 2003 รองเท้าผ้าใบAdidas เข้าไปซื้อกิจการของ Reebok ทําให้ทรัพย์สินของ รองเท้าผ้าใบAdidas ขยับเข้าใกล้คู่แข่งอย่าง รองเท้าผ้าใบNike มากขึ้น

Onitsuka Tiger 1949: JAPAN

kihachiro Onitsuka ได้ตั้งบริษัท รองเท้าผ้าใบ ที่บ้านของตัวเองในเมือง โกเบ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 1949 เขาผลิต รองเท้าผ้าใบ สำหรับเล่นบาสเกตบอล ออกมาวางขายเป็นคู่แรก และ หลังจากพัฒนารูปทรงของ รองเท้า ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็ทําให้แบรนด์ รองเท้าผ้าใบ นี้ ประสบความสําเร็จอย่างมากในญี่ปุ่น รองเท้า Onitsuka Tiger กลายเป็นที่จดจําในตอนมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 1966 ที่เม็กซิโกเมืองแห่งการพนัน กับรองเท้ารุ่น Mexico 66 ที่ปรากฏ ลายริ้วโลโก้ ASICS Stripe เป็นครั้งแรก จนเมื่อปี 1972 Onitsuka รวมกิจการกับ บริษัท GTO และ JELENK โดยใช้ชื่อว่า ASICS ซึ่งเป็นตัวย่อมาจากภาษาละติน ที่แปลว่า A sound mind in a sound body หรือ “จิตวิญญาณในร่างกาย ที่แข็งแรง”

โดย ASICS จะเน้นผลิต รองเท้าผ้าใบ สำหรับกีฬาเป็นหลัก เช่น รองเท้าฟุตบอล รองเท้าวิ่ง รองเท้าบาสเกตบอล ฯลฯ ในขณะที่ Onitsuka Tiger จะเน้นผลิต รองเท้าผ้าใบ แฟชั่น หรือ รองเท้าผ้าใบ สำหรับใส่ประจำวัน

Reebok 1958: US.A.

J.W. Foster และ ลูกชาย คิดค้น รองเท้าผ้าใบ สำหรับวิ่งแบบใหม่ ที่มีปุ่มแหลมที่พื้นรองเท้า เพื่อช่วยให้นักวิ่งวิ่งได้ดียิ่งขึ้น จนกลายเป็นที่นิยมสำหรับนักกีฬาชาวอังกฤษ และ เปลี่ยนชื่อเป็น Reebok เมื่อปี 1988 จุดเปลี่ยนที่สําคัญของ Reebok คือการได้ยอดนักขาย Paul Fireman มาช่วยจัดจําหน่าย รองเท้าผ้าใบ ของ Reebok ไปทั่วอเมริกาจนประสบความสำเร็จ

สิ่งที่ Reebok มุ่งเน้นที่สุดคือการผลิต รองเท้าผ้าใบ สำหรับกีฬา เช่น รองเท้าเต้นแอโรบิก ฟุตบอล เบสบอล กรีฑา ฯลฯ แต่ก็แตกไลน์สินค้า เป็นเครื่องแต่งกาย และ อุปกรณ์กีฬา ด้วยเช่นกัน

จนปี 2005 Adidas ยื่นเสนอซื้อ Reebok ด้วยเงินสูงถึง 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหวังจะ ครองตลาดเสื้อผ้า และ อุปกรณ์กีฬาของ Reebok ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวอังกฤษมาช้านาน

new balance 1961: U.S.A.

William J. Riley เป็นผู้ก่อตั้ง New Balance Arch Support Company โดย วิลเลียม ตั้งใจจะออกแบบ รองเท้าผ้าใบ ที่ให้ความรู้สึกสบาย เขาออกแบบจากการสร้างจุด 3 จุด บนเท้า ช่วยให้เกิดความสมดุลของร่างกาย

จนปี 1961 เกิดเทรนด์ การดูแลสุขภาพไปทั่วอเมริกา มีกีฬายอดนิยม เป็น การวิ่งจ๊อกกิ้ง และ เต้นแอโรบิก เขาออกแบบ รองเท้าผ้าใบ รุ่น Trackster ที่ยืดหยุ่น และ เหมาะกับทุกสภาพหน้าเท้า เข้าแข่งขัน ในตลาด ซึ่งกลายเป็น รองเท้าผ้าใบ สร้างชื่อ และ เป็นหมุดหมายสําคัญของ รองเท้าผ้าใบ เทรนนิ่งของโลก ถือเป็นบริษัทแรกๆ ของโลก ที่ใช้วิทยาศาสตร์ เข้ามาปรับเปลี่ยนพัฒนา รองเท้าผ้าใบ

Nike 1971: U.S.A.

Bill Bowerman โค้ชสอนวิ่ง และ ลูกศิษย์ Phil Knight คือสองผู้ก่อตั้ง รองเท้าผ้าใบNike ตอนแรก พวกเขาเปิดบริษัท ในชื่อ Blue Ribbon Sports (BRS) นำรองเท้าวิ่งยี่ห้อ Onitsuka Tiger จากญี่ปุ่นมาขาย และ หยุดจําหน่ายในปี 1971

พวกเขาจึง เริ่มผลิต รองเท้าผ้าใบ เป็นของตัวเอง และ เปลี่ยนมาใช้ชื่อ Nike ซึ่งเป็นชื่อที่มาจากเทพแห่งชัยชนะ โดยให้ Carolyn Davidson ออกแบบโลโก้ Swooch ให้ ต่อมา บิลส์ ออกแบบ และ ทดลองผลิต รองเท้าผ้าใบ สำหรับกีฬาแบบพื้นยางจนกลายเป็น รองเท้าผ้าใบ รุ่นแรกของ รองเท้าผ้าใบNike ซึ่งเปลี่ยนแปลง วงการพื้น รองเท้าผ้าใบ สำหรับกีฬาไปตลอดกาล

จนปี 1984 รองเท้าผ้าใบNike คว้าตัว นักบาสเกตบอล ไมเคิล จอร์แดน มาทํางานร่วมกัน จนเกิดแบรนด์ Jordan Brand ในที่สุด หลังจากนั้น Nike ก็หันมาเอาจริงเอาจังกับการโฆษณา จนเกิดสโลแกน Just do it ที่ใช้เรื่อยมา ปัจจุบัน รองเท้าผ้าใบNike กลายเป็นผู้ครองตลาด กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ในสหรัฐอเมริกา

TOMS 2006: U.S.A

เมื่อชาวอเมริกันอย่าง Blake Mycoskie ไปเที่ยวอาร์เจนตินาในปี 2006 เขาเห็น รองเท้าแบบสวม สไตล์พื้นเมืองที่เรียกว่า Alpargates กับเด็ก ๆ ที่ไม่มีรองเท้าใส่ สิ่งที่เห็นทําให้เขาตระหนักว่า มีผู้คนอีกมากมาย ในอาร์เจนตินา และ ประเทศกําลังพัฒนากําลังขาดแคลนรองเท้า

เขาจึงเริ่มต้นแบรนด์ รองเท้าผ้าใบ TOMS ด้วยโมเดลธุรกิจ One for One เมื่อมีคนซื้อ รองเท้าผ้าใบ 1 คู่ เขาจะบริจาค รองเท้าผ้าใบ 1 คู่ ให้คนที่ขาดแคลน ด้วยความ เป็น รองเท้าผ้าใบ แฟชั่นเก๋ ๆ ที่ใส่ใจโลก จึงประสบความสําเร็จ และ เป็นที่พูดถึงอย่างมาก ถึงตอนนี้ ทอมส์ บริจาค รองเท้าผ้าใบ ไปแล้วกว่า 10 ล้านคู่ ดีกว่าเอาเงินไปเล่นการพนันเสียอีก

5 รองเท้าผ้าใบสีขาว ที่ทุกคนควรมี

รองเท้าผ้าใบสีขาว ถึงจะเป็นรองเท้าผ้าใบ ที่ใส่แล้วดูสกปรกง่ายแต่ก็เป็นสีที่สามารถใส่ได้กับทุกชุด และทุกโอกาส จึงไม่แปลกใจที่ รองเท้าผ้าใบสีขาว ถึงเป็น รองเท้า ที่ขายดีที่สุด

  1. Converse Jack Purcell – รองเท้าผ้าใบสีขาว อย่าง Jack Purcell รุ่นนี้มีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง ‘รอยยิ้ม’ สีดำที่หัวรองเท้า ทำจากวัสดุชั้นดีอย่างผ้าแคนวาส มีความยืดหยุ่นดี ระบายอากาศดี ที่สำคัญมีความทนทาน เป็นรองเท้าผ้าใบสีขาว ที่ใส่ได้ทุกวัน และเป็น unisex ใส่ได้ทั้งชายและหญิง ราคาอยู่ที่: 2,600. –
  2. Vans Old Skool – เป็นรองเท้าสีขาว แนวสตรีทเท่ห์ๆ เป็น รองเท้า ที่นิยมตลอดกาลเลยก็ว่าได้ ราคาอยู่ที่: 2,400. –
  3. Vans Slip-on – อีกรุ่นของ Vans ที่ออกแบบได้เรียบ แต่ดูดีมีสไตล์ เป็น รองเท้าผ้าใบสีขาว ที่สามารถใส่ได้ทุกวัน ราคาอยู่ที่ 1,990. –
  4. Mustard Alexis in White – เป็น รองเท้าผ้าใบสีขาว แบรนด์ไทย Mustard ซึ่งทำ รองเท้าผ้าใบสีขาว ไว้หลายรุ่นมากๆ แต่ รองเท้าผ้าใบสีขาว รุ่นที่แนะนำก็คือ Alexis ด้วยรูปทรงสวย เรียบ แต่คลาสสิค ราคาอยู่ที่: 1,590. –
  5. FILA Disruptor Low – สำหรับรองเท้าผ้าใบสีขาว ต้องยกให้รุ่นนี้เลย ดีไซน์ที่แปลกตามาพร้อมสไตล์สปอร์ต พื้นรองเท้ายกสูงทำให้ดูสูงขึ้นไปอีก ราคาอยู่ที่: 2,990. –  

Share:

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on pinterest
Pinterest
Share on linkedin
LinkedIn

Social Media

Most Popular

Get The Latest Updates

Subscribe To Our Weekly Newsletter

No spam, notifications only about new products, updates.

Categories

On Key

Related Posts

nike air vapormx 2020 flyknit

Nike Air VaporMax 2020 Flyknit

Nike Air VaporMax 2020 Flyknit ดีไซน์โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ทั้งยังผลิตจากวัสดุรีไซเคิลอย่างน้อย 50% ตามน้ำหนัก และนั่นเป็นขยะจำนวนมากเลยนะ ส่วนหนึ่งในการเดินทางของ Nike เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมคือการที่เราเดินหน้าค้นหาวิธีใหม่ๆ ในการนำของเหลือทิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และ VaporMax 2020 Flyknit คู่นี้ก็ใช้วัสดุส่วนเกิน โพลีเอสเตอร์รีไซเคิล โฟมรีไซเคิล และพื้นรองเท้า Nike Air ที่ผลิตจาก

nike air max 3

Nike Air Max III

รองเท้าขวัญใจผู้คนกลับมาอีกครั้งใน Nike Air Max III การรีเมคที่ยังยึดมั่นในต้นแบบคู่นี้อวดการผสมผสานเหนือกาลเวลาของสีสันรุ่น OG โดยยังคงความนุ่มสบายเป็นพิเศษและส่วนหุ้มชั้นนอกแบบเย็บติดที่โดดเด่นสะกดทุกสายตาของคนรักสนีกเกอร์มาตลอด 3 ทศวรรษ โดยมีส่วนเน้น TPU แบบคลาสสิกและรายละเอียดระดับไมโครของช่วงต้นยุค 90 อย่างป้ายเรโทรที่ลิ้นรองเท้า เพื่อผูกรวมลุคเข้าไว้ด้วยกัน

nike air jordan 6 carmine

Nike Air Jordan 6 Carmine

สนีกเกอร์ซิกเนเจอร์รุ่นที่ 6 ของ MJ เปิดตัวในช่วงฤดูกาล 1990-1991 โดย “His Airness” ใส่ลงขับเคี่ยวกับคู่แข่งเพื่อไล่ล่าคว้าแหวนแชมป์วงแรกอันล้ำค่า วันนี้ซิลลูเอทนี้กลับมาอีกครั้งโดยใช้หนึ่งในชุดสี OG ที่มีสีขาวตัดกับสี Carmine Red รุ่นนี้แต่งแต้มมาด้วยคู่สียอดนิยมสุดขีดและมีแบรนด์ Nike Air แบบย้อนยุคประดับที่ส้น Air Jordan 6 ในดีไซน์อมตะรุ่นนี้พร้อมร่วมฉลองครบรอบ 30 ปีแล้ว

nike-air-force-1-07-essential

Nike Air Force 1 ’07 Essential

ความเบิกบานดำรงอยู่ใน Nike Air Force 1 ’07 Essential รองเท้าบาสรุ่นไอคอนที่ใส่ลูกเล่นสดใหม่ให้กับสิ่งที่คุณรู้จักดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวัสดุหนังเฉียบคม สีสันสะดุดตา หรือความวิบวับที่ลงตัวซึ่งจะทำให้คุณเปล่งประกาย